Oran last tweeted:
จดหมายข่าวจากนายโอม ฉบับที่ ๓๙ ปีที่ ๕
2008 Mar 25, 09h
๒๓ มีนาคม ๒๕๕๑
สวัสดีเพื่อนๆ ทุก ยังอยู่กันไหมเอ่ย ตอนนี้อากาศร้อนๆ ก็ขอฝากอากาศเย็นๆ และฝนจากแดนแปซิฟิกตะวันออกเฉียงเหนือมาให้ละกันนะ จะได้ chill ซะหน่อยนะ
เราเพิ่งสังเกตได้ว่าไม่ได้ส่งจดหมายข่าวมาสักพักหนึ่งแล้ว จดหมายฉบับสุดท้ายส่งเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปีก่อนโน่น ที่จริงแล้วถ้าเราติดแผนออกรายปักษ์เดิม ฉบับนี้ควรจะเป็น ฉบับที่ ๙๗ แล้ว แต่เราไม่รู้จะเขียนอะไร อีกทั้งก็ได้คุยกับเพื่อนออนไลน์ หรือ ทางโทรศัพท์ ก็เลยรู้สึกไม่ค่อยอยากจะเขียนเท่าไหร่ เปลี่ยนมาออกตามสบาย
มีข่าวใหม่ และอะไรเกิดขึ้นตั้งแต่ เดือน พ.ย. ปีที่แล้วบ้าง ก็จะขอรายงานนะครับ
สถานะความก้าวหน้าของนายโอฬาร
เพื่อนๆ ปิดเทอมใหญ่กันแล้ว ปิดไปอีกปีการศึกษานึงแล้ว เราขอรายงานความก้าวหน้าของเราหน่อยนะ
เราได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรม ขั้นต้น (Engineer-in-Training) จากรัฐวอชิงตันแล้ว แต่ยังหากรอบดีๆ เพื่อประดับห้องไม่ได้
ขณะนี้เราเรียนอยู่ปี 4 ในคณะวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม โดยเน้นเรื่องคมนาคมขนส่ง ที่ University of Washington, Seattle เหลือการเรียนอีกสองเทอมก่อนจบ คือ Spring ที่เปิดวันที่ 31 มี.ค. นี้ และ Summer (23 มิ.ย. ถึง 22 ส.ค.) เพื่อเก็บสแปร์วิชาบังคับที่ยังไม่ได้ลงเรียน
วันรับปริญญา (Commencement) คือ 14 มิถุนายน ที่ Husky Stadium
เริ่มต้นเรียนปริญญาโทที่คณะเดียวกัน ภาคคมนาคมขนส่ง วันที่ 24 กันยายนปีนี้ หลังจากส่งใบสมัครเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ แล้วได้รับแจ้งทางอีเมลว่าเขารับเราเข้าโปรแกรมเมื่อ 11 มีนาคม
ตอบกลับไปว่าจะเข้าเมื่อ 12 มีนาคม
ได้รับจดหมายจากแอดมิชชั่นว่าได้รับรองการตอบรับของฉันเมื่อวันที่ 20 มีนาคม
นายโอมมีอายุครบ 21 ปีบริบูรณ์เมื่อวันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา สามารถซื้อและบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ฉันขอผ่าน แค่กาแฟกับโค้กกระป๋องก็เวียนหัวแล้ว เค้กมะม่วงสดอร่อยมากๆ
รับจ๊อบทำงานภาคสนามกับ King County (รัฐบาลท้องถิ่น) อีกครั้งช่วงเดือนเมษา จับเวลาเดินทางช่วงเร่งด่วนตอนเย็น
ตอนนี้ฝนกำลังเทลงมา เทลงมา อุณหภูมิ 8 องศาเซลเซียส
เพราะป่วยหลังมิดเทอมทำให้ทุกอย่างเละจากนั้น เรารู้สึกผิดหวังกับเทอมที่ผ่านมาอย่างมาก คาดหวังไว้สูง แต่ยังไงก็คงออกมาดีกว่าเทอมก่อน ยกเว้นวิชาเดียวที่เน่าจริงๆ
DVD ความทรงจำ Nine and Ten ส.ก.น. รุ่น ๒๔ ม.1-4 จัดส่งแล้ว
ขอขอบคุณแม็คที่เสนอความคิดให้ทำเมื่อหลายเดือนที่แล้ว ตอนนี้ก็เป็นความจริงแล้ว เราจะส่งแผ่นไปให้ แม็ค ใหม่ เคน และ แน่ ใครที่สนใจรับ ติดต่อด้วยที่อยู่ไปรษณีย์ทางอีเมลได้ครับ หรือ ติดต่อเพื่อนๆ ข้างบนเพื่อขอคัดลอกแผ่นมาอีกที
แผ่นจะส่งออกในสัปดาห์นี้ และควรไปถึงเพื่อนๆ ก่อนวันเลี้ยงรุ่น ที่เราคงจะไปไม่ได้เพราะเปิดเทอมแล้ว (ขอโทษจริงๆ นะครับ)
ท่านณัฐได้เที่ยว Seattle โดยบังเอิญ ตอนที่ 1
ในบางครั้งเราอาจจะกลายเป็นว่าเล่าฝ่ายเดียวก็ต้องขออภัยล่วงหน้านะครับ
ณัฐ (หรือที่เพื่อนเราเรียกกันว่า กอลิ แต่เราว่าหลังจากเล่นเทนนิสทุกวันคงไม่เรียกแล้ว ฟิตสุดๆ) ไปเยี่ยมโฮสต์ที่อยู่หลังเทือกเขาแคสเคด ช่วงปีใหม่ แต่เพราะ book flight ผิดแท้ๆ ทำให้ต้องรอต่อเครื่องที่ Seattle ตั้ง 17 ชั่วโมง วิกฤติเปลี่ยนเป็นโอกาส เขาได้ติดต่อมาให้เราเป็นมัคคุเทศก์นำเที่ยว Seattle เรายินดีอย่างยิ่ง ก็เลยนั่งคิดแผนนำเที่ยวใน 12 ชั่วโมง
ก่อนอื่นจะเดินทางอย่างไร เราก็คิดไปคิดว่าระหว่างขับรถเที่ยว หรือ นั่งรถเมล สุดท้ายก็ลงมาที่รถเมล เพราะเราขอยอมรับว่าขี้เกียจวนหาที่จอดรถ (ไม่ต้องขับรถในกรุงเทพฯ สาธุ!) ใน Downtown กับที่สนามบิน วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ขึ้นรถเมลซื้อ All Day Pass นั่งได้ไม่จำกัดทั้งวัน ราคาเท่ากับนั่งสองเที่ยว สบายดี
เช้าวันที่ 23 ธ.ค. เราตื่นตี 5 เพื่อขึ้นรถเที่ยวแรกที่ออกจากท่าใกล้ๆ บ้านเพื่อเข้าใจกลางเมืองเป็นความรู้สึกที่แปลกมากๆ เช้าขนาดนั้นยังมีคนขึ้นด้วยนะ สองสามคน แถมเอารถเมลพ่วงวิ่งด้วย วิ่งเร็วมากๆ ครั้งหนึ่งเกือบพลาดผู้โดยสารคนหนึ่งเพราะมองไม่เห็น เบรกแรงสุดๆ วิ่งบนทางด่วนก็ซิ่ง หนุกดี
6.10 น. เราลงที่ป้ายใน Downtown เพื่อต่อรถไปสนามบิน อากาศหนาวเย็น มีคนรออยู่พร้อมกระเป๋าเดินทาง 4 คน มีคนจรจัดเดินข้ามถนนมาเริ่มคุยกับผู้หญิงที่รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ แล้วเขาก็เดินไปที่อื่น รถ 194 ไปสนามบินเลี้ยวมาจอดที่ป้ายแรก เราขึ้น ป้ายต่อๆ ไปใน Downtown มีคนขึ้นมากขึ้นๆ จนที่นั่งเต็ม (รถพ่วงไฮบริด นั่งได้ 56 คน) ต้องยืนกัน เช้าวันอาทิตย์นะเนี่ย วิ่งทางด่วนอีกจนถึงสนามบิน 6.48 น. คนเยอะจริงๆ คนเข้าคิว Check-in เต็มไปหมด คงเพราะช่วงนี้เป็น Holiday Season ที่คนจะบินไปเที่ยวหรือกลับไปหาครอบครัวกันช่วงคริสต์มาสและปีใหม่
ตอนออกจากบ้านเราไม่ได้ทานข้าวเช้า ช่วงที่รอณัฐลงจากเครื่องก็ไปหาอะไรกิน เราไปกินที่ร้าน Dish D’lish ของเชฟขึ้นชื่อในย่านเรา Kathy Casey ซื้อกาแฟกับอาหารเช้าที่มีลักษณะเหมือนมัฟฟิน แต่มีไส้เป็นไข่ ชีส กับแฮมอบ เขาเรียกว่า Strata อร่อยดี ทานเสร็จแล้วก็ลงไปเดินเล่นรอให้ณัฐโทรมา
ประมาณ 8 นาฬิกา โทรศัพท์เราสั่น (เราแทบไม่เคยเปิดเสียงกริ่งเลย) เรารับ อ่าฮะ เสียงณัฐมาจากอีกฝั่ง เรานัดเจอที่ Baggage Claim ที่เรายืนอยู่ ในช่วงเดียวกัน เราพบรุ่นพี่จากคณะเราก็ทักทาย ในขณะที่ณัฐเดินมาหา เราก็ทักทายถามทุกข์สุข ถามว่าจะเที่ยวยังไงดี เราก็เดินไปที่ป้ายรถเมลขึ้นรถพอดีเลย กลับเข้า Downtown ลงตรง Westlake Park ซึ่งถือว่าเป็นใจกลางของย่านช็อปปิ้งของเมือง ที่เงียบเหงาช่วงเช้าวันอาทิตย์ ร้านค้ายังไม่เปิด เป็นที่ต้องของห้างชั้นนำ เช่น Macy’s (The Bon Marche เดิมก่อนถูกซื้อ) และ Nordstrom และร้านต่างๆ
เราพาเดินสูดอากาศสดชื่น เย็นชื้นๆ เปียกๆ ที่ชอบกัน วนรอบตึก The Bon แล้วไปขึ้นรถเมลต่อไปยังมหาวิทยาลัยวอชิงตัน มหาวิทยาลัยวอชิงตันตั้งอยู่ใน University District ไปทางเหนือของ Downtown ประมาณ 4 กิโลเมตร ล้อมรอมด้วยน้ำสองด้านคือ คลองเดินเรือเลควอชิงตันทางใต้ และ ทะเลสาบวอชิงตันไปทางตะวันออก ทางหลวง I-5 ที่วิ่งจากแคนาดาไปเม็กซิโก ไปทางตะวันตก และสวนสาธารณะกับลำธาร Ravenna ไปทางเหนือ
มหาวิทยาลัยวอชิงตัน (University of Washington หรือ UW เรียกสั้นๆ ว่า “ยูดับ”)ก่อตั้งวันที่ 4 พ.ย. ค.ศ. 1861 (พ.ศ. 2404) ในยุคก่อนที่วอชิงตันเป็นรัฐ 28 ปี ปัจจุบันมีอายุ 146 ปี เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่เก่าแก่ที่สุดในรัฐ และใหญ่ที่สุดในภูมิภาค มีนักศึกษาเกือบ 43 000 คน (เป็นปริญญาตรี 25 000 คน)
เราเดินจากชุมทางรถเมลข้ามสะพานเข้าไปในบริเวณของมหาวิทยาลัย พื้นที่ของมหาวิทยาลัยในวิทยาเขต Seattle รวมได้ 2.6 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเทียบกับมหาวิทยาลัยไทยแล้วใหญ่กว่า ม.เกษตร แต่เล็กกว่า ม. ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต แต่ถ้าดูการวางผังแล้ว ต้องบอกว่า UW นี่วางผังได้ดีจริงๆ ถึงจะใหญ่กว่าเกษตรและจุฬา เรายังรู้สึกว่าเดินไปไหนได้สบายๆ เวลาเดินจากฝั่งนึงไปยังอีกฝั่งใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที ไม่รู้สึกว่าไกลเพราะต้นไม้ร่มรื่นดี และบริเวณส่วนใหญ่ของมหาวิทยาลัยเป็นเขตปลอดรถยนต์ ผู้ที่ออกแบบผังบริเวณของ UW คือ พี่น้อง Olmsted ที่เป็น Landscape Designer ชื่อดังที่ออกแบบระบบสวนสาธารณะของ Seattle สวน Central Park ในนครนิวยอร์ก และ สวนสาธารณะ มหาวิทยาลัย ต่างๆ ทั่วสหรัฐ ในช่วงต้นๆ ของศตวรรษที่ 20 (ดูแผนที่เปรียบเทียบและนำทางประกอบได้ที่ http://oran.skn24.org/storage/campus_comparison.pdf )
เดินข้ามสะพานลอยมาก็พบกับรูปปั้นของ จอร์ช วอชิงตัน ยืนท้าวดาบ เขาเป็นประธานนาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกาและเป็นที่มาของชื่อรัฐและมหาวิทยาลัยของเรา ตั้งไว้เป็นเกียรติ ทางซ้ายมือคือ Odegarrd Undergraduate Library เป็นอาคารห้องสมุดของนักศึกษาปริญญาตรีที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง มี By George Cafe เป็นโรงอาหารอยู่ข้างใต้ ทางขวาคือ Meany Hall for the Performing Arts เป็นโรงละคร หอจัดการแสดงทางดนตรีต่างๆ ขึ้นบันไดอิฐสีแดงไปก็พบกับจตุรัสแดง
จตุรัสแดง (Red Square) เป็นศูนย์กลางของมหาวิทยาลัย ปูด้วยอิฐสีแดงและลื่นมากเวลาเปียก จรดหน้าคือ ห้องสมุด Suzallo เป็นอาคารที่มีสถาปัตยกรรมแบบกอธิค ชั้นบนเป็นห้องอ่านหนังสือที่โอ่โถง เหมือนโบสถ์ขนาดใหญ่ที่อุทิศให้กับความรู้และหนังสือ อาคารโดดเด่นต่างจากอาคารอื่นๆ ที่ติดกับจุตรัส เช่น Kane Hall เป็นอาคารที่มีห้องเลคเชอร์ยักษ์ขนาด 300 คน หลายห้อง หรือห้องสมุด Odegarrd หรือ Meany Hall ทั้งหมดซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแนว Brutalist เป็นมวลอิฐขนาดใหญ่ที่ดูน่าเกรงกลัว นอกจากนี้สำนักงานของประธานและคณบดีมหาวิทยาลัย ตั้งอยู่ใน Gerberding Hall ไปทางขวาของ Suzzalo
ณัฐตะลึงกับจำนวนและขนาดของห้องสมุดที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีอยู่ ในแทบทุกมุมก็จะหาห้องสมุดใช้ได้ เช่นเดียวกับเมืองนี้ที่มีห้องสมุดประชาชนมากกว่า 50 สาขา ระบบห้องสมุดของมหาวิทยาลัยก็ไม่แพ้มหาวิทยาลัยชั้นนำอื่นๆ ในประเทศเลยนะ ห้องสมุดเป็นที่โปรดที่เราชอบไปสิงอยู่เป็นประจำ ถึงชอบที่นี่มากจริงๆ
เดินเบี่ยงไปทางซ้ายของ Suzzalo ตรงขึ้นบันไดเล็กๆ ก็พบกับ The Quad ตรงนี้ก็อีกจุดเด่นของมหาวิทยาลัยเรา The Quad เป็นลานหญ้าที่มีอาคารเรียนของคณะพวก Liberal Arts ตั้งอยู่ เช่น เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ คุรุศาสตร์ ภาษาเอเชียตะวันออก เป็นต้น สิ่งเด้นของ The Quad คือต้นซากุระกว่า 20 ต้น ที่ปลูกไว้ ในช่วงฤดูใบไม่ผลิ จากปลายเดือนมีนาคม ดอกซากุระจะผุดบาน เป็นสีขาว ชมพู สวยงาม ดึงดูดนักศึกษาและผู้คนจากทั่วมานั่งปิกนิก เตะบอล โยนจานร่อน ถ่ายภาพ หรือนอนตากแดดเฉยๆ
ในช่วงที่ไปเป็นฤดูหนาวก็เลยเห็นแต่กิ่งก้าน ไม่มีใบแต่ก็ยังถ่ายรูปเพราะสถาปัตยกรรมสวยงามดี ถ้าเดินไปตรงกลาง The Quad แล้วหันหน้าไปทางเหนือขึ้นเนินไปก็จะเห็น Denny Hall ซึ่งเป็นตึกที่เก่าแก่ที่สุดในมหาวิทยาลัย ตั้งแต่ที่ย้ายมาอยู่แถวนี้จาก Downtown เกือบ 110 ปีก่อน มองอีกทิศลงไปทางที่มีต้นไม้ปกคลุมแล้วเดินลงไปก็จะพบกับ The HUB (Husky Union Building) อาคารนี้เป็นศูนย์กลางกิจกรรมนักศึกษา เป็นที่ตั้งของสำนักงานสหภาพนักศึกษา และออฟฟิศของชุมนุม สมาคมนักศึกษาต่างๆ ชั้นล่างเป็น Food Court ที่ชื่อว่า Husky Den (ลืมบอกไปว่า Mascot ของ UW คือสุนัขพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกี้ บางที่คนเรียกพวกเราว่า Dawg มั่ง) มี Subway ตั้งอยู่ด้วย ณัฐก็บอกว่าดีสุดๆ เลยมี Subway อยู่ใกล้ๆ ไม่ต้องไปไหนไกล นอกจากนี้ยังมี Pagliacci Pizza ซึ่งได้รับโหวตว่าเป็นพิซซ่าที่อร่อยที่สุดใน Seattle ตัดพิซซ่าขายเป็นชิ้นๆ
หน้า HUB เป็นลานหญ้าที่นิยมใช้ช่วงอากาศดี กับทางเดินกว้างๆ ที่องค์กรนักศึกษาตั้งโต๊ะเพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ เดินลงไปทางใต้ผ่าน HUB ก็จะพบกับป้ายรถเมล ที่อยู่กลางมหาวิทยาลัย มีรถเมล 10 กว่าสายที่เข้ามาจอดในบริเวณนี้ ตรงข้ามถนนก็เป็นห้องสมุดวิศวกรรมกับสำนักงานวิทยาลัยวิศวกรรม เราเดินลงไปตามถนน Stevens Way ซึ่งเป็นถนนสายหลักที่วิ่งในมหาวิทยาลัย มีต้นไม้ร่มรื่น ลงไปทางใต้ก็เข้าสู่บริเวณของพวกวิศวกรรม ทางซ้ายเป็นอาคาร Mechanical Engineering ทางขวาเป็น อุโมงค์ลมที่โบอิ้งชอบนำแบบจำลองเครื่องบินมาทดสอบ กับแล็บ Aerospace เดินลงไปอีก ทางขวาเป็นอาคาร More Hall เป็นที่ตั้งของแผนกวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม คือคณะที่เราเรียนอยู่ ในใต้ถุนมีเครื่องทดสอบความแข็งแกร่งของสิ่งก่อสร้างยักษ์ที่เราเรียกกันว่า The Big Baldwin มีพลังกดดันเสาหรือคานทดสอบได้มากถึง 1 ล้านปอนด์ ตรงข้ามจาก More Hall เป็นอาคารใหญ่ที่ใหญ่มากๆ คือ The Paul G Allen Center for Computer Science and Engineering ซึ่งเดาจากชื่อได้ว่าใครบริจาคเงินก่อสร้าง คือ นายพอล แอลเลน ผู้ที่ร่วมก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์กับนายบิล เกต กลายเป็นมหาเศรษฐีพันล้านเหรียญ อาคารนี้ไฮเทค ข้างในเป็น Atrium หลังคาโปร่งใส ให้แสงอาทิตย์สองเข้าถึงกลางตึก อาคารนี้เชื่อมกับอาคาร Electrical Engineering ซึ่งสร้างพร้อมกัน
หลังตึกคอม เป็นโรงละครเปิดอากาศที่เป็นลานหญ้า และมีเสาโรมันสี่ต้นตั้งอยู่หลัง “เวที” เสาสี่ต้นมีความหมายมาจาก LIFE ซึ่งย่อมาจาก Loyalty, Industry, Faith, และ Efficiency เสาสี่ต้นนี้เป็นส่วนเดียวของตึกดั้งเดิมของมหาวิทยาลัยที่เคยอยู่ใน Downtown โรงละครนี้นิยมใช้จัดงานต่างๆ รวมทั้งงานแต่งงาน และ Nerd Fest ซึ่งเป็นปาร์ตี้ก่อนปิดเทอมใหญ่ของคณะวิศวะโยธาร่วมกับวิศวะเครื่องกล
เดินลงตามถนนไปอีกนิดก็จะพบกับทางเดินและลานโล่งๆ กว้างใหญ่ที่เรียกว่า Rainier Vista สามารถเห็น Suzzalo และน้ำพุหน้าตึกเคมี ลานใหญ่นี้ไม่ได้เรียกว่า Rainier Vista เฉยๆ Olmsted พบว่าทิวทัศน์ของ Mount Rainier ซึ่งเป็นภูเขาไฟใหญ่มากๆ ที่เปรียบเหมือนฟูจิยามาของเราสวยงามมากในวันที่สดใส เขาจึงออกแบบ ลานและทางเดินจากจตุรัสแดง (สมัยก่อนที่ยังเป็นลานหญ้า ต่อมาเขาสร้างอาคารจอดรถใต้ดิน จึงปูอิฐ) มืทิศไปทางภูเขา ทำให้สามารถเห็นเรนเนียร์ได้จาก Red Square อย่างชัดเจน ไม่มีอะไรปิดบัง สวยงามมากๆ ฉลาดมั้ยหละ
เล่ามาซะยาว ขอเก็บไปเล่าในฉบับต่อไปละกันนะ ในตอนต่อไป เรากับณัฐไปชมศูนย์กีฬาของมหาวิทยาลัย กับ ประตูน้ำ Ballard Locks ครับ
แล้วพบกันใหม่ในฉบับต่อไปที่กำลังจะตามมาเร็วๆ นี้ครับ หวังว่าจดหมายฉบับนี้จะช่วยลดความร้อนลงได้นิดนะ
คิดถึงเพื่อนๆ ทุกคนครับ
โอฬาร วิริยินทรีย์ (โอม)

Others say
มหาลัยในไทย คงจะมีบ้างในอีกไม่ช้า
อิจฉาา…
— แมงปอ 2008-04-27 22:58 #Commenting is closed for this article.